10 กรกฎาคม 2552

เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง






ความหมาย

ทำเลียนแบบคนใหญ่โตหรือคนมั่งมี ทัง ๆ ที่ตนไม่มีกำลังทรัพย์ หรือความสามารถพอ




ธรรมปฏิบัติ


คนที่ประพฤติตนเช่นนี้ ควรแก้ด้วยการปฏิบัติตาม "สัปปุริสธรรม ๗" ข้อที่ว่า "มัตตัญญุตา" ความรู้จักประมาณในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบและรู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอควร

ปิดทองหลังพระ






ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้มีการจัดเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน มีผู้ลงสมัครหลายคนส่วนใหญ่มีฐานะร่ำรวยมาก ยกเว้น "อาทิตย์" ซึ่งไม่ใช่คนที่ร่ำรวย เขามีน้องชายหนึ่งคนชื่อ"อานนท์"ช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง

ชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความสนใจอาทิตย์เป็นอย่างมาก ผู้สมัครคนอื่นจึงพากันหาวิธีทำให้ชาวบ้านไม่เลือกอาทิตย์แต่ไม่ว่าจะทำวิธีใด อานนท์ก็ได้เข้ามาขัดขวางได้ทันเวลาทุกที จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครคนอื่นๆได้วางแผนที่จะกำจัดนายอาทิตย์ แต่นายอานนท์ไปแอบฟัง จึงหาทางช่วยพี่ชายของตนในที่สุด นายอาทิตย์ก็ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ โดยที่อาทิตย์และชาวบ้านไม่รู้เลยว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับอานนท์บ้าง ในคืนนั้นอานนท์ถูกยิงเสียชีวิต คนอื่นจึงได้แต่เพียงคิดว่าเขาคงไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การกระทำดี ถึงผู้อื่นไม่รู้แต่ตัวเรารู้ว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งดี ก็จงทำไปเถอะเพราะมันคือความดี เหมือนกับสำนวนที่ว่า"ปิดทองหลังพระ"

08 กรกฎาคม 2552

เหตุผล.....อารมณ์


การทำสิ่งใดๆ ควรมีเหตุผล..
ด้วยสังคมที่พบเจอตั้งแต่มัธยมปลาย
ทำให้ยึดติดกับเหตุผลมากพอสมควร ..โดยไม่รู้สึกตัว
ทำอะไรต้องมีเหตุผล
มีจุดประสงค์ มีจุดมุ่งหมาย
ทำเพื่ออะไร? คำถามที่เกิดขึ้นในห้วงความคิดโดยอัตโนมัติ
ทำไปทำไม? คำถามที่ตามมาหลอกหลอน
ทำแล้วได้อะไร? ยังคงคิดคำถามต่อไปหากยังไม่ได้คำตอบ
แล้วทำอะไรอยู่ตรงนี้ .. ไม่ต้องทำแล้ว หยุดซะ ไม่จำเป็นต้องทำ (เป็นงั้นไป..)
ในบางครั้งทำให้รู้สึกกังวล หงุดหงิด ไม่ไว้ใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ขุ่นข้องหมองใจ
ไม่มีเหตุผล อารมณ์เริ่มมา
แ่ต่การทำอะไรสักอย่างบางทีไม่มีเหตุผล
สมมุติ การที่เราจะทำอะไรสักอย่างให้ใครบางคนไม่เห็นมีเหตุผลเลย
นี่อาจจะเป็นคำตอบ
ทำเพื่อใครบางคน
ความรู้สึกดีๆเกิดขึ้น สิ่งดีๆเกิดขึ้น อย่างไม่รู้ตัว
หรือ ทำอะไรที่เห็นว่าถูกแล้วดีแล้วเลยทำ ก็อาจจะเกิดอะไรดีๆขึ้นมาบ้าง
ทั้งนี้ทั้งนั้น การทำอะไรสักอย่างก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย
บางเวลา ไม่ต้องคิดหาเหตุผลก็ได้นะ ปวดหัวแทน
/ตัวอย่างสมมุติ/
กอ ทำอะไรของแกน่ะ ..
ขอ ปั่นจิ้งหรีดอยู่ เห็นมั้ยๆ - -"
กอ ทำ..ทำไมห๊ะ? *0*
ขอ ทำไมล่ะ ความสุขของฉัน ^^'
/เป็นต้น(เป็นตัวอย่างที่ไร้สาระ..ระดับหนึ่ง)/
การทำสิ่งใดๆ มีเหตุผลของสิ่งนั้นๆตามสมควร
อยู่ที่ว่าจะมองยังไง คิดแบบไหน
เลือกได้ตามใจ

อารมณ์ - ความรู้สึก - จิตใจ
เป็นเรื่องสำคัญ (กว่า)
ถ้ามีเหตุผลแล้ว ไม่มีความรู้สึก ตัดอารมณ์ออกให้หมด ฟังดูหดหู่สิ้นดี
ถ้ามีเหตุผล แต่ไม่มีใจจะทำแล้ว อะไรๆก็ไม่เกิด
ถ้าอารมณ์ไม่ดี ความรู้สึกไม่ดี จิตใจไม่ดีพอ ปัดๆออกซะบ้างนะ
ถ้าอารมณ์ดี ความรู้สึกดีๆ จิตใจดี เป็นเรื่องดี
คนเราน่าจะเห็นใจกันบ้าง มีความรู้สึก รับรู้ได้ ใช้จิตใจให้เป็นประโยชน์

ในความเป็นจริง แต่ละกาลเทศะ
ต้องคิดเอาเอง ว่า จะใช้เหตุผล จะใช้อารมณ์ มากน้อยแค่ไหน
แต่ละคนมีทั้งเหตุผลและอารมณ์เป็นของตัวเอง
แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน





จงมีเหตุผลมากกว่าอารมณ์.....

วันเข้าพรรษา


"เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เว้นแต่มีกิจธุระเจ้าเป็นซึ่งเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืนเรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด ระหว่างเดินทางก่อนหยุดเข้าพรรษา หากพระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆองค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่าที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้งถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้

โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระ ตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าจำนำพรรษา หรือผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษานับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา การที่พระภิกษุสงฆ์ท่านโปรดสัตว์อยู่ประจำเป็นที่เช่นนี้ เป็นการดีสำหรับสาธุชนหลายประการ กล่าวคือ ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระพุทธบัญญัติก็นิยมบวชพระ ส่วนผู้ที่อายุยังไม่ครบบวชผู้ปกครองก็นำไปฝากพระ โดยบวชเป็นเณรบ้าง ถวายเป็นลูกศิษย์รับใช้ท่านบ้าง ท่านก็สั่งสอนธรรม และความรู้ให้ และโดยทั่วไป พุทธศาสนิกชนนิยมตักบาตรหรือไปทำบุญที่วัด นับว่าเป็นประโยชน์

การปฏิบัติตน ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนับถือ ที่สำคัญคือ มีประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่เพื่อให้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์อยู่ได้ตลอด 3 เดือน มีการประกวดเทียนพรรษา โดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ
แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ ทำบุญรักษาศีลและชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึง วันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้น อบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลาน ของตนโดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับ อานิสงส์อย่างสูง

กิจกรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันเข้าพรรษา
๑. ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา
๒. ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่ภิษุสามเณร
๓. ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรม ทศนา รักษาอุโบสถศีล
๔. อธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ

03 กรกฎาคม 2552

วันอาสาฬหบูชา



ประวัติความเป็นมาวันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์ อาสาฬหเป็นชื่อเดือน ๘ อาสาฬหบูชาย่อมาจากคำว่าอาสาฬหบูรณ มีบูชา แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๘ ถ้าปีใดมีเดือน ๘ สองครั้ง ก็จะ เลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ หลังจาก สมเด็จพระพุทธองค์ ได้ตรัสรู้ในวันเพ็ญ เดือน 6 แล้ว ได้ทรงใช้เวลาทบทวนสัจธรรมและทรงคำนึงว่าธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้นี้ลึกซึ้งมาก ยากที่ผู้อื่นจะรู้ตาม แต่อาศัยพระกรุณานี้เป็นที่ตั้ง
จึงทรงพิจารณาแบ่งบุคคลออกเป็น 4 ประเภท(บัว 4 เหล่า) คือ


๑. อุคฆฏิตัญญู ดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ




๒. วิปัจจิตัญญู ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ




๓. เนยยะ ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ




๔. ปทปรมะ ดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม




จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ ระลึกอาฬารดาบสและอุททกดาบสว่า มีกิเลสเบาบางสามารถตรัสรู้ได้ทันที แต่ท่านทั้ง 2 ได้ตายแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสชิ ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นผู้อุปฐากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังทรงบำเพ็ญทุกข์กิริยาอยู่ พระธรรมที่ พระพุทธองค์ทรงเทศนาในครั้งนี้มี ชื่อ ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ซึ่งมี อริยสัจ ๔ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการได้แก่
๑. ทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
๒. สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
๓. นิโรธ ความดับทุกข์
๔. มรรค ข้อปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์




และหลังจากแสดงพระธรรมเทศนาแล้ว ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นคนแรก ได้กราบฑูลขอบวชและพระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต โดยทรงทำการอุปสมบทให้แบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทา นับเป็น"ปฐมสาวก" ของพระพุทธเจ้า ดังนั้นในวันนี้จึงเป็นวันแรกที่มี พระรัตนตรัยครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงเทศนาเป็นกัณฑ์แรก จึงเรียกเทศฯกัณฑ์นี้ว่า "ปฐมเทศนา" หรืออีกนัยหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่านับเป็นวันแรก ที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา
จะเห็นได้ว่า ปรากฏการณ์สำคัญ ๆ ในวันนี้มีถึง 4 ประการ ด้วยกันคือ 1. เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา 2. เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงได้ปฐมสาวก 3. เป็นวันแรกที่พระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก




เป็นวันแรกที่บังเกิดรัตนะครบสาม เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ

01 กรกฎาคม 2552

ความเครียด






ความเครียด
ความเครียดสามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน ความเจ็บป่วย การหย่าร้าง ภาวะว่างงานความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรืออาจจะเกิดจากภายในผู้ป่วยเอง เช่นความต้องการเรียนดี ความต้องการเป็นหนึ่งหรือความเจ็บป่วย
ความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกายให้เตรียมพร้อมที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีความเครียดน้อยเกินไปและมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีมันก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น แต่ความเครียดก็มีส่วนดีเช่น ความตื่นเต้นความท้าทายและความสนุก สรุปแล้วความเครียดคือสิ่งที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตซึ่งมี่ทั้งผลดีและผลเสีย
ชนิดของความเครียด
Acute stress คือความเครียดที่เกิดขึ้นทันทีและร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดนั้นทันทีเหมือนกันโดยมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เมื่อความเครียดหายไปร่างกายก็จะกลับสู่ปกติเหมือนเดิมฮอร์โมนก็จะกลับสู่ปกติ ตัวอย่างความเครียด
เสียง
อากาศเย็นหรือร้อน
ชุมชนที่คนมากๆ
ความกลัว
ตกใจ
หิวข้าว
อันตราย
Chronic stress หรือความเครียดเรื้อรังเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นทุกวันและร่างกายไม่สามารถตอบสนองหรือแสดงออกต่อความเครียดนั้น ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง ตัวอย่างความเครียดเรื้อรัง
ความเครียดที่ทำงาน
ความเครียดที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ความเครียดของแม่บ้าน
ความเหงา
ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด
เมื่อมีภาวะกดดันหรือความเครียดร่างกายจะฮอร์โมนที่เรียกว่า cortisol และ adrenaline ฮอร์โมนดังกล่าวจะทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็วเพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายแข็งแรง และมีพลังงานพร้อมที่จะกระทำเช่นการวิ่งหนีอันตราย การยกของหนีไฟถ้าหากได้กระทำฮอร์โมนนั้นจะถูกใช้ไป ความกดดันหรือความเครียดจะหายไป แต่ความเครียดหรือความกดดันมักจะเกิดขณะที่นั่งทำงาน ขับรถ กลุ่มใจไม่มีเงินค่าเทอมลูก ความเครียดหรือความกดดันไม่สามารถกระทำออกมาได้เกิดโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ฮอร์โมนเหล่านั้นสะสมในร่างกายจนกระทั่งเกิดอาการทางกายและทางใจ
ผลเสียต่อสุขภาพ
ความเครียดเป็นสิ่งปกติที่สามารถพบได้ทุกวัน หากความเครียดนั้นเกิดจากความกลัวหรืออันตราย ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจะเตรียมให้ร่างกายพร้อมที่จะต่อสู้ อาการทีปรากฏก็เป็นเพียงทางกายเช่นความดันโลหิตสูงใจสั่น แต่สำหรับชีวิตประจำวันจะมีสักกี่คนที่จะทราบว่าเราได้รับความเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือไม่มีทางหลีกเลี่ยง การที่มีความเครียดสะสมเรื้อรังทำให้เกิดอาการทางกาย และทางอารมณ์

พิษร้าย"อินเตอร์เน็ต" ล่อ"เด็ก"ด้วยเซ็กซ์ออนไลน์!

ดาบสองคม"สังคมสารสนเทศ"

กรณี "ภาพลับตั๊ก บงกช จากภาพยนตร์เรื่อง *** ฟัก" แพร่กระจายไปในโลกอินเตอร์เน็ต หรือ โลกไซเบอร์ชนิดข้ามโลกในชั่วเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ได้ปลุกให้สังคมไทยเริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ตอย่างจริงจัง

กล่าวได้ว่า สังคมไทยยุคปัจจุบันได้ถีบตัวออกจากสังคมอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคสังคมสารสนเทศมากขึ้นเรื่อยๆ แทบเป็นไปไม่ได้ที่สังคมไทยจะหลบหนีจากพลังอำนาจของวิทยาการอินเตอร์เน็ตที่แผ่อิทธิพลไปทั่วโลก นับตั้งแต่เครือข่ายไซเบอร์ดังกล่าวถือกำเนิดขึ้นในปี 2512 ในฐานะเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อการวิจัยทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (อาร์พาเน็ต)

"ตั๊ก บงกช" อาจเป็น "ซูเปอร์สตาร์" ของไทยคนแรกที่ตกเป็นเหยื่อของ "อาชญากรอินเตอร์เน็ต" แต่ถ้าพูดถึงซูเปอร์สตาร์ระดับโลกในวงการฮอลลีวู้ดแล้วล่ะก็ ทุกคนล้วนตกเป็นเหยื่อของการถูกเผยแพร่ประจานภาพลามกทั้งนั้น เช่น "รีส วิทเธอร์สปูน" "แองเจลินา โจลี่" "โมนิกา เบลุกชี่" "เคียรา ไนต์ลีย์" "เพเนโลเป ครูซ" "เจนนิเฟอร์ โลเปซ" และ "เกว็นเนธ พัลโธรว"

เทคโนโลยีสารสนเทศ "อินเตอร์เน็ต" เป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพอันหนึ่งที่จะช่วยยกระดับ "ความเป็นอยู่" ของประชากรโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงแหล่งความรู้ขนาดมหึมา การศึกษา การทำงาน การค้า การติดต่อกับภาครัฐ ทั้งยังเป็นเวทีเปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

อย่างไรก็ตาม อาชญากรรมไซเบอร์ เช่น เว็บไซต์ลามก เว็บไซต์ฉ้อโกง เว็บไซต์เผยแพร่ลัทธินอกรีต ฯลฯ ที่ลุกลามไปทั่วโลกราวกับไวรัสมฤตยูได้ทำให้ "โลก" ต้องช่วยกันขบคิดวิธีการนำอินเตอร์เน็ตไปใช้ประโยชน์มากกว่านำไปใช้ในทางเสื่อม

2. "เด็ก"เหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์

ข้อมูลจาก "ศูนย์วิจัยอาชญกรรมคอมพิวเตอร์" สหรัฐอเมริกา ระบุว่า เด็กอายุระหว่าง 10-17 ปี คือ เป้าหมายหลักของผู้ผลิตเว็บไซต์ลามกอนาจาร โดยเด็กเหล่านี้จะได้รับข้อความ "อินสแตนเมสเสจ" และ "ไฮเปอร์ลิงก์" แนะนำที่อยู่เว็บลามก ทั้งๆ ที่ไม่เคยไปข้องแวะกับเว็บลามกมาก่อน

ห้องสนทนาทางอินเตอร์เน็ต (แชมรูท) เป็นพื้นที่ทำเลทองที่ผู้ผลิตเว็บลามก รวมทั้งพวกโรคจิตนิยมเข้าไป "ล่า" เด็กๆ ซึ่งวิธีการติดต่อกับเด็กก็ไม่ยากเย็นอะไร แค่ดูว่า "โปรไฟล์" หรือข้อมูลของคนที่อยู่ในแชทรูมว่ามีอายุเท่าไหร่ จากนั้นนักล่ากลุ่มนี้จะส่งข้อความแนะนำเว็บลามกเข้าไปให้เด็กในแชทรูมทันที

นอกจากนี้ นักล่าบางกลุ่มยังลงทุนจัดทำแชทรูมขึ้นมาเองเพื่อล่อเด็กๆ ให้เข้าไปใช้บริการโดยตรง ที่ประเทศญี่ปุ่น, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงว่า เว็บไซต์ล่อแหลมเกี่ยวกับเรื่องเพศ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาชญากรรมทางเพศในญี่ปุ่นพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

เมื่อปี 2546 มีเด็กสาวเกือบ 2,000 คนตกเป็นเหยื่อในคดีลักพาตัว ข่มขืน ปล้นจี้ ภายหลังจากถูกล่อลวงผ่านเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องเพศ เรื่องหาเพื่อนคุยแก้เหงา และที่น่าอกสั่นขวัญแขวนไปยิ่งกว่านั้นคือมีเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมตกเป็นเหยื่อรวมอยู่ด้วยถึง 4 คน

นอกจากนั้นยังพบด้วยว่า ปัจจุบันเด็กสาวญี่ปุ่นจำนวนมากมีแนวโน้มจะใช้อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งประกาศ "ขายตัว" มากขึ้นเรื่อยๆ วิธีแก้ปัญหาเท่าที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะทำได้ก็คือ ออกกฎหมายปรับและจำคุก "ผู้ใหญ่" ที่เขียนข้อความเพื่อซื้อบริการทางเพศในเน็ต ขณะที่ตัว "ผู้เยาว์" จะถูกจับตาจากทางการอย่างใกล้ชิดทุกฝีเก้า

สำหรับสถานการณ์ใน "ยุโรป" ก็เริ่มวิกฤติไม่แพ้กัน ส่งผลให้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อียู) ต้องจัดคณะทำงานและตั้งงบประมาณ 2,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาพิษภัยจากโลกอินเตอร์เน็ตที่กำลังรุมเร้าเยาวชน ซึ่งผลสำรวจพบว่าเด็กส่วนมากมักออกไปพบกับบุคคลที่เคยสนทนาด้วยทางอินเตอร์เน็ตโดยไม่ระมัดระวังตัว

ในส่วนของเงินวงบประมาณ 2,000 ล้านนั้นส่วนใหญ่จะนำไปใช้พัฒนาประสิทธิภาพการกรองข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและโฆษณาให้ "ผู้ปกครอง" หันมาสนใจป้องกันบุตรหลานจากภาพอนาจารและข้อความที่ไม่เหมาะสม