01 มิถุนายน 2553

ขบวนการล้มเจ้าจริงรึไม่



อนึ่ง เพื่อความสะดวกในการเข้าใจโครงข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ง่ายยิ่งขึ้น ขออธิบายข้อมูลคำชี้แจงของ ศอฉ. ดังนี้ โครงข่ายหลักที่สามารถแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนขึ้นว่า ตัวการเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นใจกลางหลักและมีโครงข่ายต่างๆคอยแวดล้อมเชื่อมโยงอยู่ โดยหลักๆได้แก่ กลุ่ม นปช. อันประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง ที่พ่วงติดด้วยตำแหน่งบรรณาธิการอำนวยการหนังสือความจริงวันนี้และที่ปรึกษา นิตยสารวอยส์ออฟทักษิณ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง ที่มีความสัมพันธ์กับนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิสา คัญทัพ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ทีมบรรณาธิการหนังสือความจริงวันนี้, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ตำแหน่งบรรณาธิการนิตยสารวอยส์ออฟทักษิณ ที่เคยลงบทความจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับสื่อหลักของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล ที่ตั้งอยู่ห้างอิมพีเรียล


นายอดิศร เพียงเกษ เกี่ยวข้องเป็นที่ปรึกษาไทยเรดนิวส์ ที่เคยตีพิมพ์บทความหมิ่นสถาบัน, นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่ปรึกษาหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ และแกนนำ นปช. นายชูพงษ์ ถี่ถ้วน ที่ปรึกษานิตยสารวอยส์ออฟทักษิณ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิทยุออนไลน์ชุมนุมคนรู้ใจ ที่จัดรายการพาดพิงโจมตีสถาบัน รวมทั้งเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ, นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ในฐานะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคลื่นวิทยุรักเชียงใหม่และดีเจหนึ่ง ที่จัดรายการนิทานเสียดสีโจมตีสถาบัน


นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ที่ปรึกษาหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ซึ่งเคยเป็นผู้ยื่นประกันตัว ดา ตอร์ปิโด ที่เคยปราศรัยโจมตีสถาบันบนเวที นปช. ด้วยถ้อยคำที่หยาบคายและหมิ่นเหม่อย่างยิ่ง, นายสุชาติ นาคบางไทร ผู้ที่เคยขึ้นเวทีปราศรัยคนเสื้อแดงและกล่าวจาบจ้วงให้ร้ายสถาบัน


ส่วนโครงข่ายที่เชื่อมต่อออกจากพรรคเพื่อไทย มีดังนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ออกแถลงการณ์กดดันเบื้องสูงให้แก้ปัญหาบ้านเมือง


สำหรับโครงข่ายต่อไป ได้แก่ เว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ ที่เกี่ยวข้องกับคลื่นวิทยุออนไลน์จาบจ้วงสถาบัน โดยมีนายใจ อึ๊งภาภรณ์ เจ้าของบทความจาบจ้วงสถาบัน, นายจักรภพ เพ็ญแข เจ้าของคอลัมน์จาบจ้วงสถาบันในหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ทั้งนี้ เว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ ได้รับเงินสนับสนุนจากนายเอนก ชัยชนะ ที่เกี่ยวข้องกับรายการโทรทัศน์ออนไลน์ที่มีเนื้อหาจาบจ้วงสถาบัน โดยมีนายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม ที่มีศักดิ์เป็นลูกเขยนายอเนก ซึ่งเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์จนถูกดำเนินคดีไปแล้ว หลังจากก่อตั้ง Red Shirt international Organization (RSIN) ที่เผยแพร่ข้อมูลโจมตีสถาบัน, นายอาคม ซิดนีย์ ผู้ที่เคยเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศกัมพูชา และเกี่ยวข้องกับวิทยุออนไลน์จาบจ้วงสถาบัน


ขณะที่โครงข่ายที่เชื่อมโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตรง ได้แก่ นายพานทองแท้ ชินวัตร ที่เป็นเพื่อนสนิทกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นหลาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันและเว็บไซต์คนเหมือนกัน ที่เป็นแหล่งรวมของผู้เผยแพร่ข้อมูลบ่อนทำลายสถาบัน

23 เมษายน 2553

ประวัติ สงครามบ้านร่มเกล้า


ประวัติ สงครามบ้านร่มเกล้า

จากกรณีพิพาทระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ บ้านร่มเกล้า อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก อันเนื่องมาจากปัญหาเส้นเขตแดนที่อ้างสนธิสัญญาคนละฉบับ

ทั้งนี้โดยมีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

ตามสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส พ.ศ. 2451 กำหนดให้ลำน้ำเหืองเป็นเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส แต่ปีถัดมาพนักงานสำรวจทำแผนที่พบว่ามีน้ำเหือง 2 สาย ฝรั่งเศสตัดสินเอาเองโดยไม่ได้แจ้งให้กรุงเทพฯทราบ เลือกสายน้ำที่ทำให้ตนได้ดินแดนมากขึ้นหน่อย ลาวรับช่วงถือเขตแดนนี้

แต่ลำน้ำเหือง 2 สายนั้นไม่ตรงกับแนวลำน้ำในปัจจุบันที่ปรากฏในแผนที่สหรัฐทำให้รัฐบาลไทยช่วงสงครามเวียดนาม ลำน้ำในปัจจุบันเรียกว่าเหืองป่าหมัน ไม่ใช่ชื่อที่เคยปรากฏในเอกสารใด ๆ เมื่อพ.ศ. 2450 - 2451

เขตแดนตรงนั้นไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งปี 2530 ลาวอ้างว่าบริเวณบ้านร่มเกล้าเป็นของลาว เนื่องจากแผนที่คนละฉบับกับไทย ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดพลาดในการสำรวจเมื่อปี 2450

ช่วงปี 2510 - 2520 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เคลื่อนไหวรุนแรงที่จะยึดอำนาจรัฐ พื้นที่ติดต่อเขตลาวในเขตนี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเผ่าม้ง ถูกใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนและปฏิบัติการ เพราะสามารถข้ามลำน้ำเหืองเข้ามาในเขตไทยได้ง่าย และบริเวณพื้นที่นี้กลายเป็นยุทธบริเวณอันสำคัญระหว่างทหารกับพคท.

ชาวม้ง ซึ่งเป็นแนวร่วมสำคัญของพคท. ถูกปราบปรามอย่างหนัก หนีข้ามลำน้ำเหืองเข้าไปในเขตลาว

ช่วงปี 2525 สถานการณ์ในอินโดจีนเปลี่ยนแปลง ประกอบกับนโยบาย 66/2523 ของรัฐบาลไทยคือใช้ยุทธศาสตร์ “การเมืองนำทหาร” ทำให้ชาวม้งตัดสินใจกลับเข้ามาตามโครงการเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย กองทัพภาคที่ 3 ได้ตัดถนนสายยุทธศาสตร์และแนวชายแดนจากอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ขึ้นไปสิ้นสุดที่บ้านร่มเกล้า

กลายเป็นเขตสัมปทานป่าไม้ มีการจัดตั้งชุดทหารพรานคุ้มครองที่ 3405 ขึ้น

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา !
วันที่ 31 พฤษภาคม 2530 ทหารลาวยกกำลังเข้ามาในพื้นที่ซึ่งฝ่ายไทยอ้างว่าอยู่ในเขตอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก ทำลายรถแทรกเตอร์ของบริษัทป่าไม้เอกชนเสียหาย 3 คัน มีผู้เสียชีวิต 1 คน หายสาบสูญ 1 คน ทหารพรานชุด 3405 เข้าปะทะกับทหารลาว

วันที่ 1 มิถุนายน 2530 ทหารลาวเข้าโจมตีม้งที่บ้านร่มเกล้า โดยอ้างว่าเป็นการกวาดล้างม้งที่เคลื่อนไหวต่อต้านทางการลาว และมีทหารลาวอีกชุดหนึ่งยกกำลังข้ามพรมแดนเข้ามาที่เขตบ้านนาผักก้าม และบ้านนากอก อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ยิงราษฎรไทยตาย 1 คน จับกุมตัวไป 6 คน หนีรอดมา 1 คน โดยกล่าวหาว่าราษฎรเหล่านั้นลักลอบเข้าไปตัดไม้ในลาว

ฯลฯ

ขณะนั้นสหรัฐเผ่นออกไปจากเอเชียแล้ว ทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากไว้ในเวียดนาม ทางอีสานใต้มาถึงตะวันออกกองพลใหญ่ของเวียดนามจ่อคอหอยอยู่ ทางอีสานเหนือภายใต้ชื่อทหารลาว แต่ความจริงน่าจะเป็นกองกำลังผสมของหลายชาติ โดยมีชาติมหาอำนาจยืนทะมึนอยู่ข้างหลัง ทั้งได้ใช้เทคโนโลยีสูงยิ่งในการบัญชาการ

ยามนั้นกองทัพไทยปกป้องเอกราชอธิปไตยจนแม้กระสุนปืนใหญ่ก็ไม่เหลือ ที่ระดมมาจากมิตรประเทศในอาเชียนก็หมดสิ้น
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธสั่งการให้อดีตทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน คือ พ.อ.อมรรัตน์ จินตกานนท์ ร่วมกับ “คณะทำงานลับ” คนหนึ่ง และทีมงานของเขา ติดต่อประสานงานกับกองทัพจีน

นำไปสู่กระบวนการ “วิธีการพิเศษ” ลำเลียงทั้งปืนใหญ่และกระสุนจากจีนมาใช้ !

ปืนใหญ่และกระสุนปืนใหญ่ชุดนั้นมีความหมาย 2 นัย นัยแรกตรงไปตรงมา คือเป็นยุทโธปกรณ์เสริมและทดแทน นัยที่สองที่อาจจะสำคัญกว่าก็คือเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของ “สาส์น” ที่ต้องการ “สื่อ” ต่อฝ่ายตรงกันข้าม

ลักษณะกระสุนชนิดใหม่ที่ถูกยิงออกไปทำให้เกิดความเข้าใจว่าศึกครั้งนี้ไทยไม่ได้รบโดยโดดเดี่ยวแล้ว จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการเจรจา และถอนทหารออกจากแนวรบ

อาจกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะโดยไม่ต้องรบ

แน่นอนว่าวิถีทางในการรักษาเอกราชอธิปไตยของชาตินับแต่ประวัติศาสตร์มา คือ วิถีทางการทูต และวิถีทางการทหาร ต้องใช้วิธีทั้งสองตามสถานการณ์ และอย่างพลิกแพลง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ใช้แต่ทางใดทางหนึ่ง คำพูดที่ว่า “สู้ตาย” เป็นเรื่องเหลวไหลที่นักการทหารชั้นยอดจะไม่ยอมใช้ เพราะเขาใช้แต่คำว่าสู้เพื่อชนะ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของไทยคือการรักษาเอกราชอธิปไตยของไทยโดยไม่ให้บอบช้ำต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

หลังจากเหตุการณ์ร่มเกล้าแล้ว ความจริงคนไทยควรจะได้รู้ว่าใครคือมิตรแท้ แต่การนำความจริงมาเปิดเผยในบางสถานการณ์ย่อมไม่เป็นผลดี เช่น สมมติว่าในช่วงนั้นประกาศให้รู้ทั่วกันว่าไทยไม่ได้รบกับลาวประเทศเดียว ก็เสมือนเท่ากับประกาศสงครามกับเวียดนามและสหภาพโซเวียตโดยตรง มีหรือที่ศึกจะไม่ใหญ่ขึ้น และถ้าเป็นเช่นนั้นใครจะรับผิดชอบต่อเอกราชอธิปไตยของชาติ

เมื่อตอบคำถามนี้ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องกล่าวว่า เป็นโชคดีของประเทศไทยที่พคท.กับเวียดนามและลาวเข้ากันไม่ได้ ขณะเดียวกันจีนก็หันมาสัมพันธ์กับไทยในลักษณะรัฐต่อรัฐ มากกว่าพรรคต่อพรรค

นี่เป็นผลส่วนหนึ่งจากที่การที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเดินทางไปเจรจาความเมืองกับเติ้งเสี่ยวผิงในขณะนั้น !

1.. มีมหาอำนาจมาช่วยลาวรบจริง
2.. ด้วยเทคโนโลยี จาก มหาอำนาจ ทำให้เขาเหนือกว่าเราในช่วงแรกของสงคราม เป็นต้นว่า
เขามี เรดาห์ซึ่งสามารถจับ วิธีการยิงปืนใหญ่ของเราได้ ดังนั้นเราจึงต้อง ย้ายที่ตั้งปืนใหญ่ทันทีเมื่อยิงเสร็จ

3.. เรื่อง อาวุธจากจีนนั้น ผมว่าคงเป็นแค่ประเด็นเสริม เหมือนกรณี ประเด็นเสริม Dr. เอเดรียน

4.. จริง ๆ แล้ว เพราะว่า ทางไทยได้ส่งหน่วย รบพิเศษ ไปปฏิบัติการในแนวหลังของฝ่ายตรงข้าม ในลักษณะสงครามกองโจร
ทำให้ ฝ่ายตรงข้ามเกิดวิกฤตขึ้น เนื่องจากขาดการส่งกำลังบำรุง

5..จากหัวข้อกระทู้ เบื้องหลัง....ไทยไม่ได้แพ้ สรุปได้ว่า จาก
ที่เราได้ส่ง หน่วยรบพิเศษไปปฏิบัติการในแนวหลัง ของฝ่ายตรงข้าม
ทำให้ ทางลาว ต้องส่งผู้แทนมาเจรจา กับ ไทย เพื่อเจรจา ขอ สงบศึก ซึ่ง ในมุมมองของทางการเมืองและทหารแล้ว
ประเทศคู่สงครามประเทศใด ขอเจรจาก่อน หมายถึง ขอยอมแพ้แล้วนั่นเอง
จากการปะทะกันระหว่างทหารไทยและลาวนั้น มีรายงานจากบางหน่วยแจ้งว่ามีฝ่ายลาวมีทหารต่างชาติบัญชาการรบ
อาจเป็นคนรัสเซีย และถูกทหารไทยยิงตายไปหลายคน (กองทัพไทยไม่ได้ให้ข้อมูลกับเรื่องนี้มากนัก) จากการปะทะหลายครั้ง
บางหน่วยรายงานว่า ทหารที่เข้าใจว่าเป็นทหารลาว บางคนพูดร้องสั่งการเป็นภาษาเวียดนาม คาดว่าเป็นกองกำลังผสมระหว่างเวียดนาม
และลาวที่รบกับไทย ในการรบที่บ้านร่มเกล้านี้จึงไม่ใช่กรณีพิพาทระหว่างไทยกับลาวธรรมดา

ระบบอาวุธและการติดต่อสื่อสารในการรบที่ทางฝ่ายลาวใช้นั้น ทันสมัยมาก สามารถรู้พิกัดที่ตั้งปืนใหญ่ของไทย
และยิงตอบกลับอย่างรวดเร็ว อีกทั้งมีการรบกวนระบบการสื่อสารของทหารไทย ซึ่งกองทัพประชาชนลาวคงไม่มีระบบที่ทันสมัยอย่างนี้
ที่ตั้งบนเนิน ๑๔๒๘ มีการดัดแปลงการตั้งรับอย่างดี บังเกอร์เป็นคอนกรีต เสริมเหล็ก ลักษณะเป็นเนินเขาบีบแคบ
ในการเข้าตีต้องเข้าตีจากด้านหน้าอย่างเดียว ทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบในการรบ หากจะต้องทำการรบในกรอบปกติ

11 เมษายน 2553

คุณคิดอย่างไร นปช.

คุณคิดอย่างไร นปช.

10 เมษายน 2553

สงการนต์


สงกรานต์ เป็นประเพณีปีใหม่ของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกาและทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึงการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี หรือคือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของไทยและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวต่างประเทศเรียกว่า "สงครามน้ำ"
สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี
พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น ‘Water Festival’ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ
การที่สังคมเปลี่ยนไป มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ และถือวันสงกรานต์เป็นวัน "กลับบ้าน" ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของสังคม นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยังถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

21 มีนาคม 2553

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา วีระบุรุษแห่งบันนังสตา





12 มีนาคม 2553 วันที่หลายต่อหลายคนให้ความสนใจกันกับข่าว การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม “เสื้อแดง” ในหลายๆ จุดของกรุงเทพฯ แต่สำหรับผมแล้ว ข่าวที่ยิ่งใหญ่ สะเทือนใจ และต้องถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่งของผืนแผ่นดินไทย ก็คือ การที่ชาติต้องสูญเสีย พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ท่านผู้กำกับแห่ง สภ.บันนังสตา จังหวัดยะลา ไปอย่างไม่มีวันกลับ…

หลังจากช่วงกลางวันของวันนี้ ได้เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรถยนต์ของ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ส่งผลให้ท่านผู้กำกับได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมลูกน้องอีก 4 คน ขณะกลับจากติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ เหตุเกิดที่บริเวณบ้านทับช้าง ม. 2 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา ก่อนทั้งหมดจะถูกลำเลียงทั้งทางรถยนต์ และทางเฮลิคอปเตอร์ ส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลาเป็นการด่วน และภายหลังเป็นที่ทราบว่าท่านได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา
ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบหลุมระเบิดกว้างประมาณ 2 เมตร ลึก ประมาณ 1 เมตร โดยคนร้ายได้ซุกระเบิดไว้ใต้ท่อระบายน้ำใต้ผิวถนน แล้วลากสายไปยังป่าข้างทาง นอกจากนี้ ยังพบว่ารถยนต์กระบะโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กข.9302 ยะลา ที่ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบันนังสตานั่งมา ได้รับความเสียหายสภาพพังยับเยิน

เบื้องต้นเชื่อว่า เป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ปี 2513 หลังจบการศึกษา โรงเรียนตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา พลฯสมเพียร เอกสมญา ถูกส่งเข้าเป็นตำรวจประจำ สภอ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งในขณะนั้น พื้นที่ดังกล่าว เป็นเขตเคลื่อนไหวของขบวนการโจรก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดน อย่างหนักทำให้ภาครัฐต้องระดมสรรพกำลัง ทั้งทหาร ตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง เข้าไปแย่งชิงมวลชน และดูแลความสงบเรียบร้อย หลายครั้งที่เกิดการปะทะ ทำให้มีการสูญเสียอย่างหนักทั้งสองฝ่าย และ ปฐมบทแห่งการเป็น จ่าเพียรมือปราบ ก็เกิดขึ้นที่นั่น

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา คือผู้ฝากผลงาน ด้านการสืบสวน ปราบปราม สู้กับ โจรก่อการร้าย ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มามากกว่า 30 ปี…

จากชีวิตตำรวจที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด เขาได้สร้างผลงานด้านการปราบปราม ต่อสู้กับโจรก่อการร้ายอย่างห้าวหาญ สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ของผู้บังคับบัญชา ทำให้กรมตำรวจ (ในขณะนั้น) ได้อนุมัติให้เข้ารับการ อบรมหลักสูตร ” นายตำรวจสัญญาบัตร ” โดยไม่ต้องสอบคัดเลือก และได้รับการเลื่อนลำดับขั้น จากผงพวงการทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด

ผลจากการทำงานทุ่มเทมาตลอดชีวิตข้าราชการตำรวจ ทำให้ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ได้รับการยกย่อง และประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานต่างๆเป็นจำนวนมาก และ ที่สร้างความปลาบปลื้ม สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสูงสุดในชีวิต และครอบครัว คือ ได้รับการโปรดเกล้า ฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับพระราชทาน ”เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญมาลาเข็มกล้ากลางสมร” ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และกระทำพิธี ”ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา” ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 ที่ผ่านมา

และนับเป็น ตำรวจเพียงคนเดียว ในขณะมียศแค่ “จ่าสิบตำรวจ” ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ นอกจากนี้ พ.ต.อ.สมเพียร ยังได้รับพระราชทาน และประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานต่างๆอีกมากมาย เช่น

- ได้รับพระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้นสอง ประเภทหนึ่ง
- ได้รับประกาศนียบัตร ” ผู้มีผลงานสู้รบดีเด่น ” จากกระทรวงมหาดไทย
- ได้รับเข็มรักษาดินแดนสดุดี จากกระทรวงมหาดไทย
- ได้รับมอบเกียรติบัตรผู้ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติด้วยความเสียสละ จากองค์การทหารผ่านศึก
- ไดัรับประกาศผู้มีผลงานดีเด่นด้านการปราบปราม จากกองบัญชาการตำรวจภูธร 9
- ได้รับการคัดเลือกเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนตำรวจภูธร 9 ดีเด่น
- ได้รับหนังสือสำคัญ จากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต ) ยกย่องเชิดชู เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน และรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง ด้วยความเข้มแข็งเสียสละ ฯลฯ

ผมขออนุญาตคัดลอกบทความด้านบนนี้จาก โอเคเนชั่นบล๊อก ผู้เขียนคือ คุณ เณรรูน ที่เขียนสดุดีวีรกรรมของท่านเอาไว้อย่างน่าชื่นชม ผมอยากจะชักชวนให้ท่านที่สนใจเข้าไปอ่านและสืบค้นข้อมูลของท่าน ตาม Link นี้ครับ นำเสนอ “ตำรวจยอดเยี่ยม” ของแท้ จากยะลา..

ก่อนหน้านี้เพียงแค่ไม่ถึง 1 เดือน พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย หลังจากที่ทำงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความทุ่มเทมากว่า 30 ปี โดยก่อนหน้านี้ได้ทำเรื่องขอย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ สภ.กันตัง จังหวัดตรัง เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายในยามใกล้เกษียร แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา ผมยังจำภาพท่านแถลงข่าวแววตาคลอด้วยน้ำตาลูกผู้ชายได้ถึงทุกวันนี้

และก่อนที่ท่านจะประสบเหตุต้องเสียชีวิตในครั้งนี้ ท่านเพิ่งถูกลอบวางระเบิดในขณะที่เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุที่ บ้านยีราปัน เมื่อช่วงก่อนปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา แต่ในครั้งนั้นโชคดีที่รถยนต์ของท่านแล่นผ่านไปเพียงเล็กน้อย

28 กุมภาพันธ์ 2553

กำหนดสอบ TU 53






กรุณาลิงค์กันๆๆๆด้วยนะเพื่อนๆๆ













ร่วมไว้อาลัยกับ7ทหารกล้าผู้ที่เสียสละชีวิต

พระราชทานเพลิงศพ7ทหารกล้า





พล.อ.ไพศาล กตัญญู รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารพร้อมกัน 7 นาย จากกองร้อย ร.2514 ร.25 พัน .3 ค่ายวิภาวดีรังสิต จังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี ชุดคุ้มครองครูที่เสียชีวิตจากการลอบวางระเบิดของผู้ก่อความไม่สงบที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา วันที่ 24 มิ.ย.

อ่านข่าวแล้วก็ได้แต่สลดใจ ความรู้สึกบอกไม่ถูกว่าทำไม เราจะต้องสูญเสียพวกเขาไป คนแล้วคนเล่า เมื่อไหร่ความสงบสุขถึงจะกลับคืนมาเช่นดังเดิม สงสารก็แต่ครอบครัวผู้ที่สูญเสีย ต้องขาดเสาเรือนไป แล้วลูกๆเขาอีกจะเป็นเช่นไร ที่ต้องขาดพ่อ วันนี้เป็นวันที่เศร้าใจจริงๆเลย

ขอให้เพื่อนๆร่วมกันไว้อาลัยกับการจากไปของเหล่าทหารกล้าด้วยค่ะผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อพวกเรา